ช่วงเดือนสิงหาคมปี 2560 แม่เริ่มคลำเจอก้อนเนื้อที่หน้าอกด้านขวาส่วนบนของเต้านม พอวันที่ 19-Sept เลยไปหาหมอที่รพ.มิชชั่นที่แม่ไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ หมอทำแมมโมแกรม (Mammogram) และอัลตราซาวด์ พบว่ามีก้อนอยู่หลายจุด ทั้ง 2 ฝั่งเต้านม หมอเลยแนะนำว่าควรทำการเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) 3 จุดที่น่าสงสัยคือ ด้านขวาตำแหน่ง R11-12 ที่เจอก้อนขนาด 1.6×1.7×1.8 cm, ตำแหน่ง R9 ขนาด 0.7×1.3×1.4 รวมทั้งเต้านมด้านซ้ายตำแหน่ง L11 ขนาด 0.6×0.9×1.3 ไปตรวจดูเพื่อความมั่นใจ เลยทำเรื่องนัดเจาะชิ้นเนื้ออีกทีอาทิตย์ถัดไป

24-Sept-2017 พาแม่ไปเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) ที่รพ.มิชชั่น ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 20,205 บาท โดยเจาะทั้ง 2 ข้าง แผลไม่ใหญ่ แต่หน้าอกจะช้ำไปพักใหญ่ ระหว่างนี้ก็รอฟังผล ราวๆอาทิตย์นึง

1-Oct-2017 แม่ไปฟังผลเองเลยแต่เช้าโดยไม่เรียกพวกเราและกลับมาบอกว่าเป็นมะเร็งที่เต้านมข้างขวาจริง ณ ตอนนั้นหมอที่มิชชั่นบอกว่าเป็นระยะ 1 เข้า 2 ส่วนด้านซ้ายมีจุดหลายจุดคล้ายเนื้องอก แต่ไม่ใช่เนื้อร้าย เราดูแล้วไม่สบายใจ และไม่วางใจที่จะให้แม่รักษาต่อที่รพ.มิชชั่น เพราะดูไม่เชี่ยวชาญ เราเลยปรึกษากับเจ้แสง ที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง และเป็นอ.พญาบาลอยู่ที่รพ.รามา เจ้ก็ช่วยปรึกษากับอ.หมอที่เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม แล้วก็ได้คิวทันทีเลยเป็นวันพุธที่ 4-Oct โดยเจ้บอกมาว่าให้ไปที่รพ.มิชชั่นทำเรื่องขอผลตรวจทั้งหมดเพื่อเอาไปให้อ.หมอดูวันที่นัดด้วย เราก็ไปรพ.มิชชั่นกับแม่ ก็ได้มาทั้งเอกสาร และ cd

4-Oct-2017 ไปตรวจที่รพ.รามากับอ.หมอ (ผศ. รณรัฐ สุวิกะปกรณ์กุล) ที่อาคาร 1 ชั้น 1 รอนานมากกกกกกก กว่าจะได้เข้าพบ อ.หมอดูยังไม่แก่ แต่คนไข้เยอะมาก เป็นผศ. และเจ้บอกมาว่าคนนี้ล่ะเก่งสุดแล้วที่นี่ เราก็วางใจ เพราะไปแอบค้นประวัติดูอ.เป็นแพทย์ผ่าตัดให้กับทางบำรุงราษฏ์ด้วยนะ สรุปอ.หมอดูผลแล้วก็ให้ตัดสินใจว่าจะผ่ายังไง เพราะจากผลคือเจอมะเร็งข้างขวาข้างเดียว ส่วนอีกข้างที่มีก้อนแต่ก็ไม่ใช่มะเร็ง จะตัดทิ้งหมดไหม ตัดข้างเดียวหรือสองข้าง และจะให้ทำเต้าเทียมขึ้นมาไหม แต่การทำเต้าเทียมนี่ต้องเอาเนื้อจากส่วนท้องมาแปะ กลายเป็นเจ็บเพิ่มอีก เราเลยช่วยตัดสินใจแทนแม่เลย ว่าให้ตัดไปทั้ง 2 ข้างเลย ลดความเสี่ยงทั้งหมด เพราะเต้าด้านซ้ายก็เจออีกหลายจุด ถึงตอนนี้จะยังไม่ใช่มะเร็ง แต่อนาคตเราก็ไม่รู้ ตัดปัญหาไปเลยน่าจะดีกว่า หน้าอกจะได้เท่าๆกันสองข้างด้วย พอสรุปได้เรียบร้อยแล้วหมอก็ให้ทางแพทย์ประจำบ้านเป็นคนช่วยหาคิวผ่าตัดที่เร็วที่สุดให้ ก็ได้เร็วสุดเป็นวันที่ 7-Nov-17 และหมอบอกว่าอาทิตย์หน้าต้องมาตรวจร่างกายก่อนผ่าตัดเพื่อดูความพร้อม

11-Oct-2017 วันนี้มาตรวจที่ตึกพระเทพฯตามใบนัดที่ได้จากคราวก่อน  วันนี้ไปแต่เช้า เสร็จบ่ายสาม เพราะต้องตรวจหลายอย่าง และหลายๆอย่างก็รอนาน ขั้นตอนรพ.รัฐเยอะมาก ต้องมีเวลาทั้งวันจริงๆ เวลามาทำใจ  พร้อมแบกความอดทนและสิ่งที่ช่วยแก้เบื่อมาให้เยอะๆ สุดท้ายก็พบแพทย์ประจำบ้าน เพื่อ confirm วันนัดผ่าตัด หลังจากนั้นเดินไปอีกแผนกจะมีพยาบาลคอยอธิบายขั้นตอนหลังจากนี้ถึงวิธีการไปจองห้องและอธิบายขั้นตอนมา วันที่ 6 ต้องเข้ามานอนรพ.เตรียมความพร้อมก่อน 1 คืน และวันนั้นต้องมาติดต่อที่ตรงไหนยังไง คือขั้นตอนเยอะพอสมควร

ฟังพยาบาลอธิบายจบเราก็เดินไปตึกสิริกิตต์เพื่อขอจองห้องพิเศษก่อน ราคามีหลายระดับตามรูปด้านล่างนี้เลย จองห้องเสร็จแล้วก็เดินต่อไปอาคาร 1 เพื่อจ่ายเงินและทำนัดแผนกรังสีวิทยาตามที่พยาบาลบอกขั้นตอนมา

ระหว่างรอวันผ่าตัดก็ใช้ชีวิตตามปกติ พวกเราแทบไม่ได้บอกใคร แต่ระหว่างนี้เรามี Trip ไป New Zealand ที่แพลนมายาวนานพอดี ทริปนี้ยาวซะด้วย ราวๆ 2 อาทิตย์เที่ยวไปก็กังวลไป ว่าต่อไปจะยังไงนะ ตอนไป New Zealand ก็ขนซื้อ Manuka Honey ที่เค้าว่ามีสรรพคุณช่วยเรื่องโรคมะเร็งกลับมาเยอะเลย แล้วก็ให้แม่เริ่มกินทุกวัน

วันจันทร์ที่ 6-Nov-2017 พาแม่ไปรพ. 9 โมงเช้าเพื่อยื่นรายงานตัวเข้าเป็นผู้ป่วยใน & ฟังห้อง ก่อนหน้านี้ทางตึกสิริกิตต์โทรมาบอกว่าได้ห้องนะ แต่เป็นห้องราคา 9000/วัน แต่เจ้แสงบอกให้รอก่อนเพราะจองห้องที่ศัลยกรรมพิเศษไว้ให้และอยากให้ได้ที่นี่มากกว่าเพราะพยาบาลเก่งกว่าและไม่แพงเท่า และในที่สุดก็ได้ห้องพิเศษ แผนกศัลยกรรมพิเศษ อาคาร 1 จริงๆ ที่นี่คืนละแค่ 2500 บาท/วัน แถมได้ห้องเร็วสิบโมงกว่าๆก็ขึ้นห้องได้เรียบร้อยแล้ว ห้องที่นี่ดีกว่าที่คาดเอาไว้มาก มีทีวีจอแบน และโซฟา ด้านนอกมีระเบียง ตู้เย็น โต๊ะกินข้าว

เราเอาของไปเก็บในห้องกันเสร็จแล้วก็ลงมาทานข้าวกับแม่ด้านล่าง หลังจากนั้นก็ขึ้นห้องไปนั่งๆนอนๆ พยาบาลให้เปลี่ยนชุดคนป่วยเลย ตอนเย็นมีอาหารเสิร์ฟให้ อาหารที่นี่ก็ดูดีอยู่เหมือนกัน ระหว่างวันจะมีทางทีมแพทย์ดมยา /ทีมของอ.รณรัฐ เข้ามาคุย ถามคำถาม และ brief การผ่าตัด คืนแรกนี่โดมมานอนเฝ้าแม่ก่อนเป็นการประเดิม

วันอังคารที่ 7-Nov-2017 เราซื้อพวงมาลัยไปถวายกรมหลวงชุมพรฯแต่เช้า ขอให้การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ทางรพ.มาพาไปฉีดรังสีตอนแปดโมงกว่าๆ สีหน้าวันนี้แม่กังวลมาก ก็เข้าใจล่ะ จะผ่าตัดใหญ่ใครก็ต้องกังวลเนอะ ถ่ายรูปเล่นระหว่างรอฉีดสี ก็ยิ้มแหยๆ 😅

ฉีดเสร็จก็เข้าห้องผ่าตัดตอนเก้าโมงกว่าๆ

ระหว่างนี้เราก็ขึ้นไปรออยู่บนห้องกับโดมสักพัก แล้วก็ลงมาหาข้าวกินกัน จนตอนเที่ยงกว่าเดินไปถามเค้าบอกว่าผ่าตัดเสร็จแล้วตั้งแต่ประมาณเที่ยง แต่รอดูอาการก่อนสักชม.ค่อยเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด สรุปว่าแม่ได้ออกมาตอนบ่ายโมง ดูๆแล้วผ่าตัดประมาณสองชม.กว่าๆได้ ออกมาฟื้นแล้วตาแป๋วมาก มีถุงระบายเลือดพ่วงออกมาด้วย 2 ถุง เพราะตัดเต้านมไปทั้ง 2 ข้าง แต่หลังจากนั้นก็สลึมสลือหลับๆตื่นๆทั้งวัน วันนี้ทางพยาบาลยังให้ยาแก้ปวดผ่านทางน้ำเกลือ รวมทั้งให้ oxygen ไปตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่โล่งใจที่แม่ดูอาการดีกว่าที่คิดมาก คือดูไม่เจ็บปวดอะไรเท่าไหร่ ตอนเย็นก็ลุกมาทานข้าวได้ ถึงจะยังผะอืดผะอมทานได้ไม่ค่อยเยอะแต่โดยรวมดูดีๆ

วันแรกนี่เค้าจะยังไม่ให้ลงจากเตียงเพราะกลัวหน้ามืดเป็นลม เพราะงั้นพยาบาลก็จะให้ฉี่บนเตียงโดยใช้กระโถนรองฉี่ไป จนกว่าจะถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ส่วนตอนช่วงเย็นทีมแพทย์รวมทั้งหมอดมยาเดินมาดูอาการ สลับไปสลับมา ทีมแพทย์บอกว่าได้มีการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกมาดูและเจอมะเร็ง 2 จาก 3 เม็ดที่เลาะมา เลยต้องทำการเลาะเพิ่มไประหว่างผ่าตัด เดี๋ยวตอนฟังผลชิ้นเนื้ออีกสัก 2 อาทิตย์ก็จะรู้ว่าสรุปเจอทั้งหมดกี่เม็ด

วันพุธที่ 8-Nov-2017 แม่ใจร้อนมาก อยากลุกจากเตียงตั้งแต่เมื่อคืน พอเช้ามืดปุ๊บก็ขอพยาบาลลุกจากเตียงเลย ก็ลุกได้ไม่มีปัญหาอะไร แขนใช้งานได้ปกติ หลังจากผ่าตัดแล้ว อ.หมอจะไม่ได้ลงมาเดินมาเยี่ยมที่ห้อง แต่จะเป็นทีมแพทย์ของอ.มากันทั้งทีม ทางทีมแพทย์บอกว่าออกจากรพ.ได้พรุ่งนี้เลยนะ เพราะจริงๆทางรพ.รัฐนี่ปกติจะไม่เลี้ยงไข้ เพราะอยากเอาเตียงให้คนไข้อื่นมากกว่า แต่ดูแม่แล้วเหมือนยังไม่อยากกลับ เลยขอหมออยู่ไปอีกสักคืนจนวันศุกร์น่าจะสบายใจกว่า หมอก็โอเค

ช่วงที่หมอมาเยี่ยมนี่ก็จะดูแผล ทำความสะอาดให้ด้วย ส่วนถุงเลือดที่ติดมาสองข้างนี่ พยาบาลจะเข้ามาเช็คและคอยเดรนออกให้เรื่อยๆ

วันพฤหัส 9-Nov-2017 เช้านี้เรากะโดมเข้าไป workshop สอนวิธีการดูแลถุงเลือด ว่าพอกลับบ้านไปแล้วต้องเดรนเลือดยังไง เราต้องจดบันทึกปริมาณเลือดที่ออกทุกครั้ง และรวมผลปริมาณต่อวันเพื่อจะให้หมอพิจารณาเอาถุงเลือดออก (ปกติจะเอาออกถ้าน้อยกว่า 30 ML ต่อวัน) และสอนวิธีการทำกายภาพบำบัดด้วย ไม่งั้นแขนอาจจะติดได้ ประมาณชม.กว่าๆก็กลับห้อง

วันนี้เหล่ามิตรรักแฟนเพลงมาเยี่ยมกันเพียบไม่ขาดสาย ทำเอาคุณนายแม่ไม่ได้นอนทั้งวัน ตกกลางคืนเริ่มไข้ขึ้น ต้องให้ยาลดไข้ แล้วดูอาการว่าหายไหม ถ้าไม่หายพรุ่งนี้ไม่ต้องออกจากรพ.ละนะ

วันศุกร์ 10-Nov-2017 สรุปไข้ลด ได้ออกจากรพ. ทำเรื่องจ่ายไปทั้งหมด 51,912 บาท ถูกกว่าที่คิดไว้เยอะมากๆๆๆๆ ห้องก็ดีแถมอาหารที่นี่ก็ใช้ได้เลยนะ ลองดูหน้าตาอาหารของที่นี่ซะก่อนนนนน อาหารไทยคิดเป็นมื้อ มื้อละ 120 บาท ใช้ได้เลยๆ

พยาบาลทำเรื่องนัดตรวจครั้งหน้า เราขอเลือกเป็นคลีนิคพิเศษวันเสาร์แทน เพราะน่าจะสะดวกกว่าวันธรรมดาที่งานการเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ พยาบาลเลยนัดให้เป็นวันที่ 18-Nov แอบหวังด้วยแหล่ะว่าถ้าเว้นไปสักอาทิตย์กว่า น้ำเหลือง/เลือดที่เดรนออกน่าจะแห้งพอที่จะได้เอาออก เพราะนี่ออกจากรพ.ก็ต้องแบกถุงระบายน้ำเหลืองไปด้วยนะ กระเตง 2 ข้าง ทำเอาแม่รำคาญมาก เพราะเดินไปไหนก็ต้องพกไปด้วย ช่วงนี้เลยจะไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน

ช่วงตอนกลับไปอยู่ที่บ้าน 1-2 อาทิตย์แรกนี่ เราคอยดูแลใกล้ชิดตลอด เพราะแม่จะยังมีอาการตึงแผล ทำอะไรไม่ค่อยสะดวกเพราะมีถุงเลือดห้อยอยู่ 2 ข้าง เราหากระเป๋าแบบที่ห้อยคอได้แบบเบาๆ และขนาดพอที่จะใส่ถุงเลือดได้ไว้ให้ เวลาเข้าห้องน้ำก็หิ้วไปด้วย และหาชั้นเบาๆสูงหน่อยวางไว้ในห้องน้ำให้เวลาแกจะอาบน้ำก็จะได้วางถุงผ้าไว้ได้  ช่วงแรกๆนี่ยังไม่ต้องอาบน้ำช่วงบนลำตัวใช้เช็ดเอา แต่ช่วงล่างก็อาบได้ตามปกติ ระหว่างนี้แม่ใช้ตัวช่วยหลักๆ 2 อย่างคือ Manuka Honey อันนี้กินทุกวัน และมียาจีน เพี่ยนจื่อหวัง (ตัวนี้แพงมาก ซื้อจากเวชพงศ์โอสถ ราคา ณ ตอนที่ซื้อคือ 27,500 บาท ได้ 62 แคปซูล) ที่ช่วยลดอาการเจ็บแผลผ่าตัดร่วมด้วย ซึ่งต้องบอกเลยว่าได้ผลดีมาก เพราะแม่แทบไม่เจ็บแผลเลย มีแต่อาการตึงๆ

ช่วงนี้เราคอยเดรนเลือดและน้ำเหลืองให้วันละ 2-3 ครั้ง พร้อมจดบันทึกตามที่เค้าสอนใน workshop ช่วงแรกๆขลุกขลักอยู่บ้าง แต่ทำไปทำมาจะเริ่มคล่องละ อิ อิ

18-Nov-2017 ได้เวลาไปหาหมอตรวจ ยังไม่ได้เอาถุงเลือดออก เพราะปริมาณน้ำที่ออกยังเยอะอยู่ ฟังผลของมะเร็งที่ผ่าตัดออกไปแล้วตกใจ หมอบอกว่าขนาดก้อนมะเร็งตอนที่ผ่าออกมาขนาด 7cm ลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง 21 จาก 43 เม็ดที่ตัดออกมาถ้ารวมกับที่เจอ 2 เม็ดตอนผ่าตัดก็เป็นทั้งหมด 23 เม็ด!!! ถือเป็นระยะ 3 แถมมะเร็งของแม่ยังเป็นแบบที่เค้าเรียกว่าพันธ์ดุ (Triple Negative) หมอบอกว่าขอใช้ยาตัวที่ดีสุดเลยโดยต้องทำทั้งคีโมและฉายแสง โดยเริ่มจากคีโม 16 เข็มก่อน และนัดให้มาอีกทีเสาร์ถัดไปคือ 25-Nov เราก็งงมาก ไหนผลจากการเจาะชิ้นเนื้อบอกว่าขนาดแค่เกือบ 2cm ทำไมผ่าออกมาจริงมันใหญ่ไปถึง 7cm ได้ มันจะโตเร็วขึ้นได้ขนาดนี้เลยเชียวเหรอเนี่ยะ!! 😣

หมอบอกว่าก่อนให้คีโมฯ ต้องทำ CT Scan/MUGA/Nuclear Bone เพื่อดูความพร้อมก่อน หลังจากพบหมอก็ไปติดต่อ 3 แผนกเพื่อนัดทำทั้ง 3 อย่างตามที่หมอบอกด้วยความที่เราอยากให้รีบเริ่มรักษา ถ้าผลยังไม่ได้ก็ยังเริ่มทำไม่ได้ เราเลยต้องนัดทั้ง 3 อย่างติดๆกัน 3 วัน อัดตารางไปหน่อย แต่ทั้ง 3 อย่างทำพร้อมกันวันเดียวไม่ได้ด้วย เพราะต้องรอให้รังสีจางลง พอทำครบทั้ง 3 อย่างแล้วตอนนัดพบหมอครั้งหน้าวันที่ 25-Nov หมอจะได้ดูผลแล้วเริ่มนัดวันทำคีโมได้เลย ไม่เสียเวลา

  1. CT Scan เราไปขอทำนัดที่คลีนิกพรีเมี่ยมในตึกพระเทพฯเลย จ่ายแพงหน่อยแต่ได้คิวเร็วกว่าทำที่แผนกปกติ (15590 บาท)
  2. ประเมินการทำงานของหัวใจ MUGA (6000 บาท) ที่รังสีวิทยา อาคารเก่า
  3. มวลกระดูก Nuclear Bone Scan (5000 บาท) ที่รังสีวิทยา อาคารเก่า

วันนั้นกลับบ้านด้วยความรู้สึกงงๆ & เป็นห่วงแม่มาก คือแบบตอนแรกที่เข้าใจว่าเป็นระยะ 1 เข้า 2 ไปๆมาๆเป็นระยะ 3 ได้ยังไง แถมลามเข้าต่อมน้ำเหลืองไป 23 ต่อม แล้วเฮ้ย ทำ CT เพื่อดูว่ามันจะมีลามไหม แล้วผลมันจะออกมาเป็นไง ถ้าลามแล้วแม่จะไหวมั๊ย โอ้ย คิดไปต่างๆนาๆ ปกติเราเป็นพวก positive thinking นะ แต่ ณ วันนั้น positive ยากจริงๆ จากผลที่มันออกมาทั้งหมดแบบนี้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ค้นคว้าหาอ่านข้อมูลจากในเนทเพิ่มขึ้นไปอีก ว่าถ้าเจอสถานการณ์แต่ละอย่างเค้าทำกันยังไง การดูแลคนป่วยหลังให้คีโมต้องทำยังไงบ้าง ฯลฯ

21-Nov-2017 ไปทำ CT-Scan ที่คลีนิกพรีเมี่ยม (15590) ตึกพระเทพฯชั้น 3 นึด 1 ทุ่ม แต่ให้ไปรอก่อนตั้งแต่ 5 โมง ไม่รู้ทำไมต้องไปก่อนตั้ง 2 ชม. -_-” ได้เริ่มทำจริงก็ราวๆ 19:30 ตอนทำใช้เวลาแค่ 20 นาที เค้าจะฉีดสารเข้าไปในร่างกาย หลังจากนั้นต้องดื่มน้ำเยอะๆเพื่อขับสารออกมา

22-Nov-2017 วันนี้มีนัดทำ Muga (ประเมินการทำงานของหัวใจ) ราคา 6000 ตอน 16:30 ต้องไปถึงก่อนเวลานัดอย่างน้อย 15 นาที ไปถึงก็ต้องฉีดสารอีกแล้ว ฉีด 2 ที ห่างกันครั้งละ 20 นาที แล้วค่อยเข้าไป scan

23-Nov-2017 นัดทำ Nuclear Bone Scan ตอน 14:00 ราคา 5000 วันนี้ให้น้องชายไปส่งแล้วเราตามไปรับ ไปถึงตั้งแต่ราวๆ 13:30 ต้องฉีดสารเข้าไปแล้วรออีก 3 ชม. ก่อนที่จะเริ่ม scan จริงๆได้ ใช้เวลา scan อยู่ราว 30 นาที ได้กลับบ้านก็หกโมงพอดีๆ

25-Nov-2017 แล้วก็มาถึงวันนัดหมออีกครั้ง ก่อนพบหมอก็ใจตุ้มๆต่อมๆเพราะวันนี้จะรู้ผลว่าที่ตรวจมาทั้งอาทิตย์จะเป็นไง พอหมออ่านผลว่าไม่มีลามไปที่ไหนก็เหมือนยกภูเขาออกจากอกไปเลย แต่มีถุงน้ำในตับก้อนเล็กๆ ถ้าดูตามผลคือเป็น Hepatic Cysts หมอบอกไว้ค่อย follow-up ต่อ แต่โดยรวมโอเค

หมอบอกว่าหัวใจปกตินะแต่ไม่แข็งแรงพอที่จะให้ยาคีโมตัวที่ตั้งใจว่าจะให้ตอนแรก เพราะยาตัวนั้นมีผลต่อหัวใจค่อนข้างมาก เดี๋ยวหัวใจจะพังซะก่อน หมอเลยต้องเปลี่ยนมาเป็นอีกสูตรนึง คือสูตร TC สูตรนี้ให้แค่ 4 ครั้ง คิดในแง่ดีก็คือก็ดีเหมือนกัน จาก 16 เหลือ 4 แต่จริงๆก็ไม่รู้รายละเอียดยาหรอกนะ ว่าต่างกันยังไง แถมวันนี้แม่ได้เอาถุงระบายน้ำเหลืองออกแล้ว ค่อยสบายตัวหน่อย หมอนัดทำคีโมต่ออาทิตย์หน้าเลย นี่ผ่าตัดไม่ถึงเดือนก็ให้คีโมเลยนะเนี่ยะ ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วจริงๆ ก่อนกลับทางพยาบาลก็ให้ข้อมูลไว้ศึกษาเลยว่าให้คีโมฯแล้วต้องปฏิบัติตัวยังไง และอาจจะมีอาการอะไรบ้ง

การปฏิบัติตัวระหว่างให้คีโม

เท่าที่หาข้อมูลมาก็รู้ว่าคนที่ให้ยาคีโมจะเจอปัญหาเจ็บปาก เพราะเยื่อบุช่องปากอักเสบ ทำให้กินข้าวลำบากเลยยิ่งทำให้กินได้น้อยลงไปอีก ทั้งๆที่ช่วงนี้ต้องกินมากๆเพื่อสร้างเม็ดเลือดที่โดนยาเคมีทำลายไป ถ้ากินไม่ได้ก็จะส่งผลให้ร่างกายรับสารอาหารไม่เพียงพอยิ่งทำให้ร่างกายแย่เข้าไปใหญ่ ที่เยื่อบุช่องปากอักเสบเป็นผลมาจากยาเคมีที่ให้ที่ทำให้ร่างกายร้อนมาก ในใบแนะนำของทางรพ.ด้านบนเลยจะมีบอกว่าต้องบ้วนน้ำเกลือบ่อยๆ แต่เรามีตัวช่วยเพิ่มเติมอยู่หลายอย่างที่เราว่าช่วยมากๆในระหว่างการให้ยาเคมีตามด้านล่างนี้เลย

  1. สมุนไพรจีนเหล่งเอี๊ยง – เป็นยาจีนที่ต้องต้มแล้วกินเพื่อดับพิษร้อน ทำให้ร่างกายเย็น ครั้งแรกไปซื้อมาจากร้านขายยาจีนที่เยาวราช ครั้งต่อๆมาซื้อที่เวชพงศ์โอสถสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว สะดวกดี ให้แม่เริ่มดื่ม 2-3 วันก่อนไปให้คีโม ราคาตอนที่ซื้อ 560 บาท/ชุด
  2. Manuka Honey – น้ำผึ้งจาก New Zealand ที่มีสรรพคุณช่วยยับยั้งมะเร็ง และผลข้างเคียงจากการทำคีโมได้เป็นอย่างดี และยังช่วยสมานแผลผ่าตัดหน้าอกไปในตัวด้วย แถมน้ำผึ้ง manuka ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณในการ anti-bacteria เป็นอย่างดีมาก อย่างเรากะน้องเริ่มเจ็บคอก็กินเลย ช่วยให้หายได้เร็วทันใจมาหลายทีละ ดีกว่ากินยาแก้อักเสบเป็นไหนๆ
  3. กลีเซอรีนพญายอ – เป็นยาหยอด ที่เจ้แสงญาติที่เป็นอ.พยาบาลให้มา บอกว่าให้หยอดบ่อยๆหลังจากวันที่เริ่มให้คีโม เพราะจะช่วยป้องกันเยื่อบุอักเสบได้เป็นอย่างดี ผลคือแม่ไม่มีอาการเจ็บปากเลย แถมยังกิน ข้าวแกง น้ำตก บ่อยๆด้วย
  4. น้ำกลั่นใบย่านาง – เอาไปผสมน้ำเปล่าดื่มเรื่อยๆ ทำให้ร่างกายเย็นลง ช่วยลดการเกิดแผลพุพองในช่องปาก สำหรับคนทั่วไปก็ใช้ช่วยแก้ร้อนใน ลดไข้ ปรับสมดุลร่างกาย
  5. ยาสมุนไพรตรีผลา – เจ้แสงปรึกษากับทางแพทย์แผนไทยมาให้เรียบร้อยแล้ว ว่าให้กินหลังให้คีโมสัก 1-2 อาทิตย์ เพื่อให้เริ่มสร้างภูมิคุ้มกัน และลดพิษของยาเคมีที่ตกค้าง
  6. Whey Protein – ตัวช่วยสำคัญมาก ในการเสริมโปรตีนเพื่อให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดให้พอสำหรับให้ยาเคมี เพราะถ้าเม็ดเลือดไม่พอ ก็ต้องเลื่อนการให้ยา ซึ่งอาจมีผลทำให้มะเร็งดื้อยาได้

นอกจากนั้นก็พยายามให้แม่อยู่บ้านเป็นหลัก ไม่ต้องไปไหนเลยช่วง 10 วันแรกหลังให้ยา จนร่างกายเริ่มจะแข็งแรงแล้วก็ให้ออกไปข้างนอกได้แบบไม่นาน เริ่มเหนื่อยก็กลับ และหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปที่ที่คนเยอะๆ เพราะมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อง่าย

2-Dec-2017 ในใบนัด นัด 8 โมงเช้า ปกติเราก็ต้องไปถึงก่อนเวลานัด เพื่อวัดความดัน ชั่งนน. ทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ยื่นบัตรคิวปุ๊บพยาบาลบอกว่าต้องรอหมอมาก่อนตอน 9:00 สรุปก็รอไปคับ ได้เข้าตรวจจริงๆ เจอหมอตอน 9:40 รอไปเกือบสองชม. หมอดูแล้วก็บอกว่ามีน้ำเหลืองคั่งอยู่ต้องดูดออก ก็เลยจัดการดูดออกมาทั้งสองข้างด้วยเข็มขนาดใหญ่ๆสองรอบ/ข้าง ตัวเบาขึ้นไปอีกนิด เสร็จจากตรงนี้ต้องไปให้คีโมที่ชั้น 5 ต่อ โดยต้องรอใบส่งตัวจาก counter พยาบาลหน้าห้องตรวจก่อน (ตรงนี้ก็รอเป็นชม.ละนะ พยาบาลคีย์ตัวยานานมากกกกก) พอขึ้นไปชั้น 5 ยื่นใบส่งตัวแล้วเค้าก็จะให้ขึ้นไปจ่ายตังค์ที่ชั้น 6 โดยค่ายาของวันนี้ยอด 57,289 บาท พอจ่ายเงินแล้วก็กลับมารอคิว รอตั้งแต่ 11 โมงกว่าจะได้เข้าห้องไปเริ่มให้ยาก็เกือบบ่ายสอง คนเยอะมากจริงๆขนาดวันเสาร์นะ

สูตร TC ที่ให้นี่ดูจากใบสั่งยาแล้วตัวยาที่ให้คือ Endoxan & Taxotere ตอนเดินยาแม่จะมีอาการแสบๆที่ช่วงล่างที่ทางพยาบาลบอกไว้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มเดินยา โชคดีที่สูตรที่แม่ให้นี่ใช้เวลาให้แค่ 3 ชม. สรุปว่าวันนั้นก็เสร็จจากรพ.ราวๆ 5 โมงเย็นนั่นล่ะ ระหว่างให้ยาแม่ก็หลับยาว เพราะคืนก่อนไปนอนไม่หลับ คงเพราะกังวล หมอให้ยาแก้คลื่นไส้กลับมาด้วย กินทุก 8 ชม. และมียา Dexa ที่ต้องกินวันถัดไป 1 วัน และกินอีกทีคือวันก่อนที่จะไปให้คีโมฯครั้งหน้าอีก 1 วัน

กลับมาบ้านแม่ยังไม่มีอาการอะไร บอกอยากกินข้าวหน้าไก่ S&P ก็ซื้อมาให้กินไปจนหมด ตกกลางคืนบอกมวนท้องมากๆ เข้าใจว่าเป็น side effect ของยาที่เค้าบอกไว้อยู่แล้ว อาการปวดเหมือนมีอาหารเป็นพิษ และถ่ายเรื่อยๆ วันถัดๆมาก็จะมีอาการคลื่นไส้ ปวดขา ปวดตัวมากๆ ตามมาด้วยท้องเสีย และต่อด้วยผื่นคัน กว่าอาการข้างเคียงจะเริ่มหายไปและคงที่ก็ราวๆ 10 วัน

ระหว่างช่วง 3 อาทิตย์ก่อนให้คีโมครั้งหน้านี่เราพยายามโด้ปแม่ เพื่อสร้างเลือดให้มีเพียงพอสำหรับให้คีโมครั้งต่อไป เพราะถ้าไม่พอหมออาจจะต้องเลื่อนการให้ออกไป ถ้าเป็นยังงั้นคงไม่ดีแน่ แต่ความลำบากคือช่วงอาทิตย์แรกแม่จะยังมีอาการคลื่นไส้ มวนท้อง กินอะไรไม่ลง เราก็พยายามให้กินบ่อยๆ ช่วงวันแรกๆก็เน้นอาหารอ่อนๆอย่างโจ๊ก/ข้าวต้มหมู ให้กินไปทีละนิดๆ แทรกด้วยขนมที่เค้าชอบอย่างขนมไข่ เมอแรงค์ ขนมครก จะได้มีพลังงาน ระหว่างมื้อก็ให้กินเวย์โปรตีนเพื่อเพิ่มเม็ดเลือด และเสริมด้วยผลไม้บ้าง หลักๆเราจะพยายามให้เค้าได้โปรตีนตามน้ำหนักตัวเค้าให้ได้คือประมาณ 60-70 กรัม หวังว่าเม็ดเลือดจะสร้างทันสำหรับการให้คีโมครั้งหน้า จะได้ไม่ต้องเลื่อนออกไป ระหว่างนี้ชั่งนน.เรื่อยๆ พยายามจะไม่ให้นน.ตัวลด จนถึงวันที่พบหมอครั้งถัดไปก็ยังรักษาระดับไว้ได้ที่ 63.5-64 กก.นะ (ช่วงก่อนไปผ่าตัด 68.5 หลังผ่าเต้านมเสร็จหายไป 3 กก. ส่วนใหญ่มาจากนน.เต้านม เพราะแม่หน้าอกใหญ่ หลังจากนั้นก็ลดลงมาอีก 2 กก.)

Whey Protein ตัวช่วยสำคัญ กินรส Cafe Mocha & Chocolate สลับไปสลับมา จะได้ไม่เบื่อ เพราะแม่เราไม่ยอมกินไข่ต้มเลย เลยต้องใช้วิธีนี้ ถามหมอแล้วหมอบอกโอเคกินได้ ก็จัดเลย (1 Scoop ให้โปรตีน 25 กรัม ถ้ากินไข่ขาวก็ต้องกินประมาณ 6 ฟองถึงจะได้โปรตีนเท่านี้)

ผมแม่เริ่มร่วงเอาประมาณวันที่ 14 คือครบ 2 อาทิตย์หลังให้คีโมเข็มแรก พอเริ่มร่วงมากๆก็ไปไถหัวซะเลย ไปไถเอาวันที่ 22-Dec-17 ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะไปให้เข็มที่ 2 เราบอกแม่ว่าอย่าไปเสียดายผมเลย เดี๋ยวให้คีโมฯเสร็จก็ขึ้นใหม่ เดี๋ยวผมชุดใหม่จะได้สวยๆเงาๆ เรื่องผมร่วงนี่เราคุยกับแม่มานานแล้ว ให้เค้าทำใจล่วงหน้าเลย จะได้ไม่ตกใจ ปกติแม่เราเป็นคนรักผมมาก แอบหวังว่ามันจะไม่ร่วง แต่สุดท้ายก็ไม่รอด วันที่มันเริ่มร่วง มันก็ร่วงเป็นกระจุกเลย เค้าดูตกใจเหมือนกัน แต่ไม่นาน เพราะรู้อยู่แล้ว เราก็คอยปลอบไปว่าไม่เป็นไรแม่ ให้คีโม 4 เข็มเสร็จ มันก็งอกใหม่แล้ว ถ้าอยากให้มันรีบงอก ต้องให้ความร่วมมือกินข้าว กินเวย์โปรตีนตามที่เราให้กินนะ จะได้มีเม็ดเลือด และไม่ต้องเลื่อนการให้คีโมฯ ซึ่งแม่เราก็พยายามเชื่อฟังทั้งที่ปกตินี่ดื้อสุดๆ 555 ระหว่างนี้เรามีซื้อทั้งหมวกและวิกมาเตรียมให้เค้าไว้อยู่แล้วด้วย อยู่บ้านก็ใส่หมวกแบบนึง ออกไปนอกบ้านก็ใส่วิกกะหมวกอีกแบบได้

Note: หมวกซื้อจาก Muke ส่วนวิกผมซื้อมาจาก wewigs

23-Dec-2017 นัดให้คีโมฯ เข็มที่ 2 ไปถึงรพ.ตอน 8 โมงเช้าเจาะเลือด วัดความดัน ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนถึงจะไปยื่นบัตรนัดที่เคาน์เตอร์ได้ หลังจากนั้นก็รอพบหมอที่จะมาประมาณ 9 โมง ระหว่างรอก็เซลฟี่กันไปนะจ๊ะ นี่ท่านแม่ใส่วิกแล้วทับด้วยหมวก เนียนมะ 😁

ครั้งแรกและครั้งนี้เราได้เข้าพบหมอประมาณ 9:40 ครั้งนี้แอบลุ้นเพราะต้องดูว่าผลเลือดจะผ่านหรือเปล่า ปรากฏว่าหมอบอกผลเลือดผ่านนะ ให้เข็มต่อไปต่อได้ เย้ววๆๆๆ ต้องขอบคุณเวย์โปรตีนจริงๆ ไม่งั้นคงไม่ผ่านแน่

ออกจากห้องหมอเสร็จก็ต้องออกไปรอบัตรนัด+ใบยา ตรงนี้รอนานอีกราวๆชม.นึง กว่าทางเคาน์เตอร์พยาบาลจะคีย์ตัวยาให้เรียบร้อย เราต้องถือใบยาพวกนี้เดินขึ้นไปชั้น 5 เพื่อต่อคิวเข้าห้องให้ยาต่อไปเหมือนครั้งที่แล้ว ยอดวันนี้ใกล้เคียงครั้งก่อน จ่ายไป 56,021 บาท ราคาน้อยลงเพราะหมอจ่ายยาน้อยลงกว่าครั้งก่อนด้วย คราวนี้โชคดีรอไม่นานเหมือนครั้งก่อน ราวๆเที่ยงก็ได้เข้าห้องไปเริ่มรับยาละ ใช้เวลาประมาณ 3 ชม.เหมือนเดิม คราวนี้ขอให้พยาบาลช่วยจองห้องส่วนตัวสำหรับครั้งหน้าไว้ด้วยเลย เดี๋ยวครั้งหน้ามาลองดูว่าจะเป็นยังไง

หลังจากให้ยาเสร็จแล้ว 1-2 วันแรก แม่กินเป็นพายุเลย หิวตลอดเวลา และไม่มีอาการแพ้อะไรให้เห็น อาการเริ่มช่วงวันที่ 2-3 คือเริ่มคลื่นไส้ กินอะไรไม่ลง ช่วงนี้ก็ต้องเน้นกินข้าวต้มหมูหยองหมูแผ่นไป มีคั่นมื้อด้วยก๋วยเตี๋ยวน้ำบ้าง แต่ก็กินได้แค่นิดหน่อย ช่วงนี้ก็พยายามเสริมด้วยเวย์โปรตีนเอาประมาณวันละ 1-2 scoop เอาเท่าที่กินไหว แต่อย่างน้อยต้องมีวันละ 1 scoop (โปรตีน 25 กรัม) รวมทั้งมีอาการท้องเสียด้วย พอวันที่ 3-4 ก็จะเริ่มมีอาการปวดตามตัวและขา เป็นอยู่ราวๆ 2-3 วันก็ดีขึ้น พอวันที่ 6 อาการท้องเสียยังมีอยู่ คลื่นไส้ดีขึ้นแต่ยังไม่หาย แต่ตอนนี้เริ่มมีผื่นขึ้นที่มือและคันที่ก้นด้วย ผื่นขึ้นมาเป็นปื้นๆ ให้แม่กินยาแก้แพ้ไป พร้อมทั้งทายาบัวหิมะ ร่วมกับยาทาแก้คัน ก็ดีขึ้น อ่อ พวกเจลว่านหางจระเข้ก็ช่วยให้หายคันได้ดีเหมือนกัน

ระหว่างนี้อาหารหลักๆจะเป็นข้าวต้มกระดูกหมู หมูหยอง หมูแผ่น แซลม่อนย่าง ไข่เจียวน้ำมันน้อยๆ (เพราะแม่ไม่กินไข่ต้ม ไข่ดาว) และมื้อกลางวันเย็นก็ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ก๋วยจั๊บ หรือบะหมี่หมูแดงเป็นหลัก กินได้ทีละนิดๆ พร้อมซดน้ำซุป แต่ก็จะมีอาหารและขนมอย่างอื่นแทรกบ้างนิดๆหน่อยอย่างพวก butter cake ของ S&P หรือไม่ก็ขนมไข่ วันไหนที่คลื่นไส้มากๆ เค้าจะอยากกินเต้าฮวยน้ำขิง ก็ให้กินเรื่อยๆบ่อยๆ แทรกพวกน้ำผลไม้ อย่างน้ำมะขาม น้ำส้ม จะได้พอมีพลังงาน  อ่อ อีกอย่างที่แม่มักจะทานได้เยอะหน่อยในหมวดโปรตีนคือ ปลาเผาจิ้มแจ่ว กับน้ำตกหมูเผ็ดน้อยๆ เมนูแนวๆอีสานพวกนี้นี่เค้าจะกินได้เยอะหน่อย น่าจะเพราะมันมีรสชาติ และไม่เลี่ยนล่ะมั๊ง ครั้งนี้อาการคลื่นไส้อยู่ประมาณ 18 วันเลย ยาวกว่าครั้งที่แล้วอีก

พอครบ 2 อาทิตย์หลังให้ยาก็เริ่มให้แม่กินตรีผลาเพื่อสร้างภูมิรอให้คีโมเสาร์ถัดไป ช่วงนี้แม่เริ่มงอแงไม่อยากกินเวย์แล้ว น่าจะเบื่อเพราะกินทุกวันมาเป็นเดือนแล้ว แต่ก็ต้องให้ฝืนๆกินไปเพราะกลัวว่าผลเลือดจะไม่ผ่าน บอกไปว่าทนหน่อยแม่ คิดซะว่าเป็นยาละกันนะ พอให้คีโมเสร็จหมดก็ไม่ต้องกินแล้วล่ะนะ ก็ยังดีที่แม่ก็พยายามฝืนๆกินไป เดี๋ยวมาลุ้นอีกทีเสาร์หน้าว่าผลเลือดจะผ่านไหม

13-Jan-2018

ตื่นแต่เช้าให้แม่กินข้าวเช้า ตามด้วยเวย์โปรตีนอีก 1 แก้ว แล้วก็ไปหาหมอตามนัดเวลาเดิม ไปถึงรพ.ราวแปดโมงหน่อยๆ เจาะเลือด วัดความดันส่วนสูง แล้วนั่งรอหมอประมาณชั่วโมงนิดๆ ได้เข้าตรวจราวๆ 9:40 สรุปว่าผลเลือดผ่าน เย้วๆๆ หมอบอกดีแล้ว ที่ทำอยู่ก็ทำต่อไปนะ เลยบอกว่าได้เวย์ช่วยเนี่ยะหมอ 555++ แต่มีเลือดจางนิดหน่อย หมอเลยสั่งเป็นธาตุเหล็กเสริมมาอีกหน่อย นอกนั้นก็ได้ยาเหมือนเดิม คือยาแก้คลื่นไส้ และยาแก้แพ้ รวมทั้ง Dexa ที่ให้กินวันถัดไป 1 วัน กับกินอีกทีวันก่อนที่จะมารับยาครั้งต่อไป

หลังจากพบหมอแล้วก็ขึ้นไปรับยาชั้น 5 เหมือนเดิม ครั้งนี้สบายหน่อย เพราะจองห้องเดี่ยวไว้ตั้งแต่ครั้งก่อน เพราะครั้งนี้ตั้งใจจะเคลมประกันเป็นผู้ป่วยใน ดูสิว่าจะเบิกได้เท่าไหร่ การจะเคลมเป็นผู้ป่วยในต้องอยู่ให้ครบ 7 ชม. เลยจองเป็นห้องเดี่ยวเลย จริงๆก็ไม่รู้จะเคลมได้หรือเปล่าด้วยนะ ราคาค่าห้อง 2000 บาท ถ้าเป็นเตียงอย่างครั้งก่อนๆเตียงละ 600 นอกนั้นก็เป็นค่ายา และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด แต่การจองห้องเดี่ยวมีข้อดีเลยคือเดินขึ้นมาชั้น 5 ทำเรื่องจ่ายเงินเรียบร้อยก็เข้ารับยาได้เลย ไม่ต้องรอเตียงนานๆเหมือนครั้งก่อนๆ

ท่านแม่นอนให้ยาในห้องเดี่ยวสบายๆ ไม่มีเตียงข้างๆคุยกันจนนอนหลับไม่ได้ แถมในห้องมีทีวีให้ดูด้วย นอนเพลินเลย แต่ครั้งนี้ให้ยาได้สักพักก็เริ่มปวดท้องเข้าห้องน้ำ และเข้าติดๆกัน 2 รอบ ทางพยาบาลเลยโทรหาอ.หมอ และก็ได้เป็นยาแก้ท้องเสีย (Imodium) มา แต่สุดท้ายก็หยุดถ่ายแค่ 2 รอบนั่นล่ะ เลยไม่ต้องกินยา แม่ก็นอนให้ยาแบบชิลๆใช้เวลา 3 ชม.เหมือนเดิม หลังจากนั้นก็นอนเล่นต่อให้ครบ 7 ชม. สุดท้ายกลับบ้านราวๆหกโมงเย็น

กลับมาบ้านก็กินเป็นพายุไป 2 วันเต็มๆ กินมากกว่าคนปกติ 2-3 เท่าเลยล่ะ แต่พอเข้าวันที่ 3 อาการคลื่นไส้ก็เริ่มมาเหมือนเดิม ยังดีที่ไม่หนักเท่าครั้งก่อน เพราะครั้งนี้กินยาแก้คลื่นไส้คุมอาการไว้ตลอดเลย ตามที่หมอว่าคือไม่ต้องรอให้คลื่นไส้แล้วค่อยกิน แต่กินไว้ก่อนเลย ส่วนยา Xanidine ที่หมอให้ก็กินตลอดเหมือนกัน คราวนี้เลยไม่มีผื่นขึ้นอะไร ส่วนเรื่องปวดตัวครั้งนี้มีบ้างนิดหน่อย แต่ไม่มากเท่าครั้งก่อนๆ อาการคลื่นไส้ครั้งนี้ก็มีบ้าง แต่ไม่หนักหนา มีอาการราวๆ 18 วันเลย ได้มีเวลาลั้ลลาแค่ 2-3 วันก่อนที่จะต้องไปให้ครั้งต่อไป

สำหรับแม่เรา ช่วงที่ให้ยานี่ แทบไม่ได้ออกจากบ้านเลย จะออกก็หลังจากผ่านไป 2 อาทิตย์แล้ว เพราะถ้าออกจากบ้านเค้าก็จะเพลียๆ + ไม่อย่างเสี่ยงติดเชื้อด้วย

3-Feb-2018 

วันนี้มาให้ยาเป็นครั้งที่ 4 ครั้งสุดท้ายแล้ว ไปถึงรพ.เจาะเลือด ชั่งนน. วัดความดัน ทุกอย่างปกติ น้ำหนักไม่ลดลง ออกจะขึ้นนิดๆด้วยซ้ำ วันนี้รอหมอค่อนข้างนาน เพราะคนไข้เยอะ หมอบอกว่าผลเลือดดีเลยนะ ให้ยาต่อได้สบายๆ ไอ้เราก็โล่งอก ไม่เสียแรงที่คะยั้นคะยอให้แม่กินเวย์โปรตีนทุกวัน + พยายามให้กินโปรตีนจากอาหารอื่นๆให้ครบปริมาณที่ต้องการต่อวัน พอหมอบอกผลว่าโอเค แม่ก็ยิ้มแป้นเลย สมกับที่พยายามกินมาทุกวัน 😄

หาหมอเสร็จเกือบ 11 โมง ก็ไปรอคิวรับยาต่อที่ชั้น 5 ค่ายาคีโมจะใกล้ๆกันทุกครั้ง แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแต่ว่าวันนั้นมียากลับบ้านมากหรือน้อย แต่ยาหลักๆก็เหมือนเดิมทุกครั้ง มี Dexa, Xanidine, Ondansetron (แก้คลื่นไส้) ของวันนี้จ่ายไปทั้งหมด 56,335 บาท ส่วนยาเคมีที่ให้ก็จะเหมือนๆกันทุกครั้งตามรูป

วันนี้ไม่ได้ห้องส่วนตัว จริงๆขอจองไว้ตั้งแต่ที่มาให้ยาคราวก่อน แต่ติดสำรอง พอถามพยาบาลอีกทีวันนี้เค้าก็บอกว่าห้องไม่ว่างแหล่ะ เพราะไม่มีคน cancel แม่ก็บอกว่าไม่เป็นไร ให้ยาบนเตียงไปเหมือนครั้งแรกๆก็ได้ คราวนี้ให้แค่ 3 ชม.เป็นแบบผู้ป่วยนอก เพราะประกันของ AIA งี่เง่ามาก คือที่ให้ยามาทั้งหมดเบิกไม่ได้ แผนประกันมันบอกว่าถ้าเคลมด้วยโรคเดิมภายใน 90 วัน ก็ใช้วงเงินเดียวกัน สรุปว่าที่เราเคลมค่าผ่าตัดไปตั้งแต่กลางเดือนพย. 60 ก็หมดวงเงินไปเรียบร้อยละ เพราะวงเงินรีเซ็ตใหม่ทุก 90 วัน ใช้วงเงินได้อีกทีกลางเดือนกพ. ที่ก็ให้คีโมเสร็จแล้วพอดี ยังงี้ไร้ประโยชน์มาก แม่บอกเลยว่าไม่ต่อประกันแล้ว!!

วันนี้คนเยอะกว่าทั้งที่แล้วจริงๆ เรารอกว่าจะได้เข้าห้องให้ยาก็ประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ระหว่างนั้นก็พาแม่ไปกินข้าวรอ นี่เป็นมื้อที่ 3 ของแม่ในวันนี้ละ วันนี้กินเก่งจริงๆอ่ะ ลูกๆนี่อิ่มกันจนอืดแล้ว แม่ก็ยังกินได้อีก แต่ตอนนี้กินได้ต้องรีบให้กินก่อนรับยา กินไรได้กินไปแม่ 😁

หลังจากให้ยาหนนี้ อาการข้างเคียงก็เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา คืออ่อนเพลีย คลื่นไส้ มีผื่นขึ้น แต่เหมือนอาการน้อยลงกว่าครั้งก่อนๆ บวกกับแม่น่าจะเริ่มชินและรู้วิธีรับมือในแต่ละอาการแล้ว เลยไม่ค่อยมีอะไรน่าเป็นห่วง อาการก็อยู่ราวๆ 15-16 วันก็โอเคแล้ว ก็ได้เวลานัดหมอฉายแสงพอดี

22-Feb-2018

วันนี้มีนัดหมอฉายแสง (คุณหมอชุลีพร เจียรพินิจนันท์) ตอน 16:00 ที่แผนกผู้ป่วยนอกรังสีรักษา อยู่อาคารเก่าตรงเสาธง พอได้เวลาคุณหมอก็จะอ่านทวนประวัติการรักษาที่ผ่านมา และเล่าให้ฟังว่าการฉายแสงจะทำยังไง มีผลกระทบอะไรยังไงบ้าง ของแม่ต้องทำ 25 ครั้ง แต่อาจจะมีทำเพิ่มได้อีก 5 ถ้าหมอดูแล้วว่าต้องเพิ่ม ซึ่งหมอจะประเมิณดูทุกๆอาทิตย์ หลังจากคุยกับหมอเสร็จก็เข้าห้องทำ CT Simulator เลย หมอก็มาวาดๆบนหน้าอกไว้สำหรับพื้นที่ที่จะทำการฉายแสง หมอบอกว่าช่วงฉายแสงอย่าขัดตัวบริเวณนี้เพราะจะทำให้รอย marker ที่วาดไว้หลุดหายไป ให้ล้างน้ำแล้วซับๆเอาก็พอ

ค่าใช้จ่ายวันนี้ 10,600 บาท เป็นค่า CT Simulator 7,500 บาท + ค่าตรวจและวางแผนการรักษาอีก 3,000 บาท + ค่าบริการ 100 บาท

หมอนัดมาเริ่มฉายแสงอีกทีวันพุธถัดไปเลย (28-Feb-2018) จากนั้นก็ยิงยาวทุกวัน 25 วัน เว้นแค่เสาร์-อาทิตย์

28-Feb-2018 วันนี้หมอนัด 4 โมงเย็น พาเข้าไปเข้าห้อง sim อีกครั้ง วางแผนการรักษา และทำการวาดเส้นขอบเขตที่จะฉายแสงให้ชัดเจนอีกครั้ง

หลังจากนั่งรอต่อไปอีกสัก 40 นาทีทางพยาบาลก็เอาแฟ้มมาให้ บอกให้ไปฉายแสงได้เลยที่แผนกรังสีศัลยกรรมชั้น B2 ตรงนี้ใช้เวลาแป๊บเดียวเอง ยื่นแฟ้มให้จนท.ไม่ถึง 5 นาที เจ้าหน้าที่ก็เรียกแม่เข้าห้องฉายแสงละ ใช้เวลาแค่ราวๆ 10 นาทีก็เสร็จ เร็วดีแฮะ จนท.บอกว่าพรุ่งนี้มาใหม่นัดให้ตอน 5 โมงเย็น ซึ่งก็ดีเลย เพราะเราสะดวกตอนเย็น ทำงานเสร็จจะได้มารับส่งแม่ได้ทุกวัน แถมตึกจอดรถที่นี่สามารถจอดได้หลัง 16:30 เป็นต้นไป ไม่งั้นต้องไปจอดที่ซอยสวนเงินโน่น

วันนี้ค่ารักษา 11,100 บาท หลักๆ เป็นการจำลองฉายรังสี 2 มิติ 3,500 + คำนวณแผนการรักษาอีก 7,500 บาท

เส้นที่ทางคุณหมอวาดให้วันนี้ สำหรับกำหนดจุดฉายแสง

  • ฉายแสงครั้งที่ 1-6 (28-Feb-2018 – 7-Mar-2018 เว้นเสาร์-อาทิตย์)

3-Mar-2018

วันนี้มีนัดกับอ.หมอ เพื่อติดตามอาการโดยรวม เค้านัดมาสายหน่อยราว 10:00 ไปถึงก็เจาะเลือดเหมือนเดิม แล้วนั่งรอไปประมาณชม.กว่าๆ คุณหมอบอกว่าผลเลือดโอเคนะ แต่ซีดไปนิด ให้กินธาตุเหล็กเสริมหน่อย ส่วนจากนี้อยากกินอะไรก็กิน ไม่ได้ห้ามอะไรเลย นัด follow-up อีกที 3 เดือนข้างหน้า วันที่ 2-Jun-2018 

  • ฉายแสงครั้งที่ 7-9 (8-12 Mar-2018 เว้นเสาร์-อาทิตย์)

8-Mar-2018

วันนี้มีนัดคุณหมอไว้ เพราะคุณหมอจะตรวจทุกๆอาทิตย์ ก่อนตรวจก็ไปจ่ายเงินรอบของอาทิตย์นี้ก่อน สำหรับอาทิตย์นี้เบ็ดเสร็จ 12,650 บาท จ่ายเงินเสร็จก็มานั่งรอหน้าห้องตรวจแป๊บเดียว การตรวจก็สั้นและเร็วเว่อร์ แค่ขึ้นเตียงไปดูภาพรวมบริเวณฉายแสงว่าปกติดีไหม ใช้เวลาอยู่บนเดียงประมาณ 20 วินาที 555++

หลังจากนั้นก็เดินไปที่ฉายแสงเหมือนวันก่อนๆ ฉายต่อเลย วันนี้รอคิวแป๊บเดียวเหมือนกัน ใช้เวลาฉายแสงไม่ถึงสิบนาทีก็เสร็จเรียบร้อย

  • ฉายแสงครั้งที่ 10-13 (13-19 Mar-2018 เว้นเสาร์-อาทิตย์ และวันที่ 16 ทางห้องฉายรังสีหยุด)

13-Mar-2018

แม่รู้สึกว่าตรงที่ฉายแสงด้านขวามันแข็งๆและบวมออกมา เลยเดินไปขอนัดพบคุณหมอไว้ตั้งแต่เมื่อวานตอนที่มาฉายแสง จริงๆคิวพบคุณหมอจะเป็นวันที่ 15 แต่ด้วยความกังวลเลยขอมาพบก่อน วันนี้นัดไว้ตอนบ่ายสามโมงเย็น พบคุณหมอแป๊บเดียว บอกว่าไม่เป็นไร ก็สบายใจแระ พบหมอแต่ละสัปดาห์ก็จะมีค่าใช้จ่ายในสัปดาห์นั้นๆ ครั้งนี้ 5,450 บาท พอหาหมอเสร็จก็เดินไปจ่ายเงิน แล้วก็ไปต่อที่ห้องฉายแสงเลย

  • ฉายแสงครั้งที่ 14-20 (20-28 Mar-2018 เว้นเสาร์-อาทิตย์)

20-Mar-2018

อาทิตย์นี้คุณหมอนัดพบเป็นวันอังคารแทน เพราะคุณหมอลาวันพฤหัส ส่วนที่บวมก็ยังบวมอยู่ เลยถามหมออีกทีว่าเป็นไรไหม หมอเช็คดูและบอกว่าน่าจะเป็นน้ำเหลืองนะ อาจจะต้องให้อ.หมอรณรัฐ ดูดออกให้ แต่ไม่ได้มีอันตรายอะไร เพราะมันก็ไม่ได้ใหญ่มากถึงขนาดจะมีผลกับการฉายแสง แม่เลยบอกว่างั้นยังไม่ดูดดีกว่า เพราะจริงๆอ.หมอบอกไว้อยู่แล้วตอนเจอครั้งก่อนว่าเดี๋ยวนัดครั้งต่อไปจะดูดน้ำที่คั่งอยู่ให้ทีเดียว

หาหมอเสร็จก็เดินไปการเงินจ่ายของอาทิตย์นี้ 7,250 บาท ก่อนไปรอฉายแสงต่อตามเดิม

29-Mar-2018 คุณหมอนัดตรวจอีกที รอบนี้จ่ายไป 19,950 บาท

3-Apr-2018 คุณหมอนัดครั้งสุดท้ายก่อนจบการฉายแสง รอบนี้จ่ายไป 5,450 บาท

  • ฉายแสงครั้งที่ 21-25 (29 Mar- 4 Apr 2018 เว้นเสาร์-อาทิตย์) — จบการฉายแสง ต่อไปก็คอยมา follow up ตามที่หมอนัดครั้งต่อไป 😄

จากตรงนี้ถือว่าสิ้นสุดการรักษาแล้ว จบการรักษานี่ทำเอาผิวคล้ำไปมากอย่างที่รู้มาเลย ระหว่างนี้แม่ก็คอยทาครีมไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆดีขึ้นตามลำดับนะ (ในรูปจะเห็นรอยถลอกนิดหน่อย เป็นแผลตอนติดพลาสเตอร์กันน้ำ ตอนหลังเลยเอาออก)

30-Apr-2018 ตอนนี้แม่แข็งแรงมาก ขับรถไปซ่าส์ไหนๆต่อไหนๆได้เหมือนเมื่อก่อน แล้วก็ไม่ได้เคร่งครัดอะไรกับการกินด้วย  เราก็ไม่อยากไปห้ามอะไรมากเพราะเดี๋ยวจะเครียด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนเป็นมะเร็งคือห้ามเครียดเลย เราก็ปล่อยให้เค้ากินแหล่ะ แต่จะคอยปรามๆให้กินน้อยๆแทน พวกของมันของทอดของหวานทั้งหลาย ส่วนแฮม ไส้กรอก ปิ้งย่าง ของดองนี่ให้งดไปเลย ช่วงนี้แม่ดู happy ดีกว่าเดิมมาก เพราะให้เลิกทำงานไปแล้ว ผมก็เริ่มขึ้นดกแล้ว  อีกสักเดือนสองเดือนก็น่าจะไม่ต้องใส่หมวกแล้วล่ะ เห็นเค้าแข็งแรงแบบนี้เราก็สบายใจ  การที่แม่เป็นมะเร็งมันก็เหมือนเตือนเราไปด้วยว่าควรใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท สุดท้ายแล้วสุขภาพดีคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดจริงๆ

เพิ่มรูปตอนรดน้ำแม่วันสงกรานต์ที่ผ่านมาซะหน่อย 😄

สำหรับโพสนี้จะคอยเข้ามาอัพเดทเรื่อยๆ นน.ปัจจุบันของแม่อยู่ที่ 63 กก. เป้าหมายคือจะค่อยๆลดไปให้อยู่ในเกณฑ์ BMI คือถ้าให้ดีควรสัก 58 กก. จะกำลังสวยเลย

สรุปค่ารักษาทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ+ผ่าตัด+คีโม 4 ครั้ง+ฉายแสง 25 ครั้ง รวมแล้ว 427,131 บาท จริงแม่มีประกัน AIA แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้รู้เลยว่าห่วยมาก พอจะใช้จริงจำกัดโน่นนี่นั่น การรักษาครั้งนี้แทบไม่ได้คืนอะไร ทางประกันบอกว่าประกันโรคร้ายแรงเลิกคุ้มครองไปแล้ว เพราะอายุเกิน แถมมีลิมิตว่าไม่สามารถเบิกด้วยโรคเดียวกันได้ภายใน 3 เดือน แต่นี่พอผ่าตัดเสร็จสามอาทิตย์ก็ต้องให้เคมีแล้ว สรุปเลยเบิกอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้เลยเลิกต่อประกัน AIA ไปเรียบร้อย จริงๆแม่มีสิทธิการรักษาอยู่ที่รพ.พระมงกุฏฯ แต่แม่อยากรักษาที่รามามากกว่าเพราะมีญาติอยู่และรู้จักหมอ จะได้ไม่ติดขัดอะไร และโดยรวมที่ผ่านมาจนจบก็ราบรื่นดี ต้องขอขอบคุณเจ้แสงไว้ ณ ที่นี้ด้วยน๊า 😊

10-May-2018 –> หมอฉายแสงนัดตรวจ ปกติดีไม่มีอะไร

2-June-2018 –> อ.หมอนัด follow up รอบ 3 เดือนครั้งแรก มาครั้งนี้ไม่มีตรวจเลือดอะไร หมอเช็คดูจากภายนอกอย่างเดียว บอกว่าทุกอย่างดี เดี๋ยวอีก 3 เดือนนัดใหม่ แต่ครั้งหน้าต้องตรวจเลือด + Ultrasound ด้วย เพราะงั้นพอพบหมอเสร็จ ก็ไปจองคิว Ultrasound ก่อนกลับบ้าน

นัดครั้งต่อไป ได้วันนัด Ultrasound เป็น 23-Aug-2018 และนัดอ.หมออีกทีวันที่ 1-Sept

Comments