ช่วงนี้หายหน้าหายตาไป ไม่ได้มา update blog เลย เพราะว่ามัวแต่ยุ่งเรื่องนู้นเรื่องนี้ เอาตั้งแต่เรื่องงานเลยดีกว่า ช่วงที่ผ่านมายุ่งมาก เพราะว่าตอนนี้ทรอยเป็นหัวหน้าโดยตรงของเราเรียบร้อยแล้ว ก็สั่งงานยิ่งกว่าไอ้หัวหน้าคนก่อนอีก -_-" พอดีเพื่อนๆคนอื่นไม่อยู่ด้วย อย่างมาเซลก็ิบินไปเยอรมัน ส่วนอดัมอาทิตย์หน้าก็ไปฟลอริด้า มองไปมองมาเลยเหลือแต่เรา งานทั้งหมดเลยมาอยู่กะเราได้ยังไงวะเนี่ยะ เรื่องงานนี่ ทำไปทำมาก็รู้สึกว่า ทำไมอะไรมันไม่ง่ายเลย ทำงานก็เจอแ่ต่ปัญหาตลอด เลยเซ็งๆ นี่ถ้ากลับเมืองไทยไป ยังคิดอยู่ว่าจะหางานได้ง่ายจริงๆเหรอ ตอนนี้มันเหนื่อยจนหมดไฟที่จะสอบ MCSE ที่ตั้งใจไว้แล้ว กลับถึงบ้านก็ไม่อยากทำอะไรแล้วอ่ะ ถ้ากลับไปเมืองไทยจะได้ทำงานบริษัทจริงหรือเปล่ายังไม่แ่น่ใจเหมือนกัน ถ้าเซ็งจัดอาจจะเริ่มทำกิจการอะไรสักอย่างในเครือญาติืไปเลย ตอนนี้รู้สึกเคว้งเหมือนกันนะ เหมือนไม่รู้อนาคตที่แน่นอน ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนเป็นการลงทุนอะไรสักอย่าง ที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ก็นะ กลับไปอยู่เมืองไทย ยังไงก็ดีในแง่ของความรู้สึกอ่ะนะ

หลังจากที่รู้สึก active มานาน มาวันนี้รู้สึกเพลียมากๆ เหมือนความเพลียสะสมมันมารวมตัวกันในวันนี้ แบบว่ารู้สึกเพลีย เหนื่่อย ไม่มีแรง ทั้งๆที่เมื่อคืนก็นอนเร็วนะเนี่ยะ มันคงเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ หลายอย่างมั๊ง เฮ่อ เหนื่อยกายนี่จริงๆก็เข้าใจได้นะ ก็นอนวันละ 6 ชั่วโมงมาทุกวันเลย (หลังจากที่เดือนก่อนหน้านี้นอนวันละ 4-5 ชั่วโมงมาเกือบทั้งเดือน) แถมยังไปยิมเกือบทุกวัน วิ่งวันละ 2.5 mile ปั่นจักรยานอย่างน้อย 3 ไมล์ แถม weight training ต่ออีก เป็นยังงี้ทุกๆวันที่ไปยิม กลับบ้านมาก็ยกดรัมเบลต่ออีก แต่มันก็ไมไ่้ด้ฟิตขึ้นมากสักเท่าไหร่หรอก ตอนที่ตีกอล์ฟบ่อยๆกล้ามขึ้นเร็วกว่านะ สังเกตุดู … เมื่อวันก่อนยก server เข้าไปในห้อง lab เพราะว่าต้องเอาไปเทส ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน โดนบาดเลือดสาด นิ้วกลางซ้ายเป็นแผลลึก เลือดออกนานมากกว่าจะยอมหยุดไหล ตอนนี้ก็ยังเจ็บสุดๆ เพราะว่าต้องพิมพ์คีย์บอร์ดตลอด แล้วชอบลืมตัวใช้นิ้วนี้ เพราะว่าเราพิมพ์สองมือ และใช้ินิ้วครบทุกนิ้วเลยไง มันก็ชินอ่ะ เฮ่อออ บ่นไปงั้นแหล่ะ เพราะว่าตอนที่เขียน blog นี้อยู่ก้อเผลอใช้มาหลายทีแล้ว เลยบ่นตรงนี้ซะเลย ไม่ใช่แค่แผลนี้นะ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีรอยฟกช้ำดำเขียวตรึม รอยนึงได้มาจากตอนไปขี่จักรยานที่ยิมน่ะแหล่ะ ดันเลื่อนเก้าีอี้ไปใกล้ handle มากไปหน่อย พอปั่นๆอยู่ แล้วเลยไปชนกับ handle เป็นรอยช้ำ ม่วง สุดๆไปเลย สรุปว่าช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ซุ่มซ่ามมากๆ

เมื่่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (8 เมษา) ก็ไปวัดเมตตามา เพราะว่าก่อนหน้านั้นพี่หญิงโทรมาบอกว่าถ้าว่างให้ไปช่วยพี่หญิงหน่อย เอ๋ยก็โทรมาตามให้ไปช่วยงานวัดเหมือนกัน เราก็โอเคไปได้ แต่บอกพวกเค้าว่าเรามีธุระตอนบ่ายๆคงไปได้ไม่นานนะ พอไปถึงก็ประมาณ 11 โมงแล้ว ไปถึงเจอว่าแทม พี่เอก พี่นุ้ย รัม น้องดิว น้องเกท ไปด้วย พอดีแทมกำลังช่วยงานอยู่ใกล้ๆพวกเอ๋ย กับพี่อุ๋มอยู่พอดี เราเลยทักไปตามมารยาท บอกว่าหวัดดีแทม แต่ชีกลับไม่ตอบอะไร แล้วก็ทำเหมือนไม่สนใจ เราก็รู้สึกไม่ดีนะ ว่าคนเรามันต้องเป็นขนาดนี้เลยเหรอ เพราะว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ เลยต้องทำเหมือนโกรธเรา ไม่คุยกับเรา ทั้งๆที่ลับหลังพวกนั้นก็ยังมีโทรมาขอให้ช่วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอเจอยังงี้เราก็ยิ่งรู้สึกเลยว่าเราคงไม่ต้องมาเป็นแม้แต่เพื่อนกันแล้วล่ะ แต่ก็รู้สึกเซ็งๆนะ ที่เจอแบบนี้อ่ะ

มาพูดถึงเรื่องความรัก ณ ปัจจุบันบ้างดีกว่า ตอนนี้รู้สึกเหมือนเปิ้ลอารมณ์ขึ้นๆลงๆมากๆๆๆ จนไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะหงุดหงิดเรื่องไหนก็ต้องพูดกับเราไม่ดีทุกที เราเองก็อยากที่จะรับได้ในทุกสถานการณ์นะ แต่บางทีเราก็เหนื่อยจากเรื่องรอบข้างเยอะเหมือนกัน ก็รู้ึสึกผิดกับเปิ้ลด้วย ว่าเราน่าจะรับได้ น่าจะเข้าใจมากกว่านี้นะ แต่มันก็เหมือนกับบางเวลามันไม่ไหวจริงๆ ขอไม่คุยกันไปจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้นดีกว่า ก่อนที่จะรู้สึกไม่ดีต่อกัน มันเสียความรู้สึกเปล่าๆ เฮ่อออ เปิ้่ลชอบบอกว่าเราไม่เข้าใจเค้าเลย ตอนนี้เราก็คิดแล้วเหมือนกันว่าเราคงไม่เข้าใจจริงๆ อย่างเวลาเปิ้ลรู้สึกหงุดหงิดเรื่องอื่นๆ มันจำเป็นด้วยเหรอที่ต้องพูดไม่ดีกับเรา ถ้าระบายให้ฟัง เรายังคุยเป็นเพื่อนได้ เรายังรับฟังปัญหาได้ แต่การที่พูดไม่ดีมาเนี่ยะ มันจะไม่ยิ่งทำให้สถานการณ์โดยรวมมันแย่ไปอีกเหรอ เราคง spoiled ด้วยแหล่ะ เราชอบให้คนที่เรารักที่เราแคร์ พูดจาดีๆกับเราอ่ะ ถ้าคนที่เราไม่แคร์จะพูดไงเราก็ไม่สนหรอก เพราะไม่คิดจะคบอยู่แล้ว เราไม่อยากชินกับการที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าเราไม่รู้เลยว่าความรู้สึกเราจะเปลี่ยนไปในแง่ไหน เฮ่ออ … ช่วงนี้เราคงเหนื่อย + เบื่อ + เซ็ง มากไปหน่อยด้วยแหล่ะ ภูมิคุ้นกันมันเลยมีน้อย …. ต้องขอโทษเปิ้ลมา ณ ที่นี้ด้วยคับ …

Comments